dot-com

อัลบั้มดอทคอม : Blue J

posted on 28 Feb 2010 12:26 by rtithai-taiwan  in dot-com

ศิลปิน 紀佳松 (จี้เจียซง)  
Blue J

อัลบั้ม 紀佳松  
Blue J

ผลงานของศิลปินหน้าใหม่ อย่างหนุ่ม Blue J หรือ จี้เจียซง กับเพลงที่มีชื่อว่า สุ่ยปอลั่วตี้ หนานโซวหุย น้ำที่หกลงบนพื้น ยากจะเอากลับคืน ซึ่งเป็นผลงานในอัลบั้มเพลงชุดแรกของเขา ที่หยิบเอาชื่อของเจ้าตัวมาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม

จริงๆ แล้ว ชื่อของจี้เจียซง (紀佳松) หรือ Blue J นั้น ก็ไม่ใช่ชื่อที่แปลกหูเลยสำหรับคนในวงการดนตรีของไต้หวัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ Blue J ทำงานอยู่เบื้องหลังมานานพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอดีตวีเจหนุ่ม พันเว่ยป๋อ (潘瑋柏) หรือหนุ่ม Will ที่ร่วมงานกันมาสี่ห้าปีเข้าไปแล้ว ตั้งแต่อัลบั้มเพลงชุด เกาโซ่ว (高手) ที่ออกมาเมื่อช่วงปี 2005 เป็นต้นมา โดยที่ Blue J ได้เล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับพันเว่ยป๋อว่า เป็นอะไรที่สนุกมากๆ เพราะว่าต่างก็เป็นคนที่เข้าใจและคุยกันได้ง่ายในเรื่องของดนตรี เพราะมีความชอบและความคิดอะไรที่คล้ายๆ กัน โดย Blue J จบการศึกษาด้านดนตรีมาโดยเฉพาะ ก่อนจะมาทำงานเพลงอยู่เบื้องหลังนั้น ก็เป็นคนที่ช่วยให้พันเว่ยป๋อ ค้นพบแนวทางดนตรีที่กลายมาเป็นเครื่องหมายการค้าในปัจจุบันของเจ้าตัว และมีโอกาสแต่งเพลงให้กับพันเว่ยป๋อหลายๆ เพลงทีเดียว ด้วยความที่สนิทกันมากนี่เอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนที่ผลักดันให้ จี้เจียซง หรือ Blue J ก้าวจากเบื้องหลังมาอยู่เบื้องหน้า ออกอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองก็คือพันเว่ยป๋อคนนี้ ซึ่งหนุ่มพันก็เคยบ่นเอาไว้ว่า เห็นความสามารถของ Blue J แล้วรู้สึกเสียดายที่จะแอบทำงานอยู่ข้างหลังแบบเงียบๆ ต่อไป แล้วก็อยากจะให้ Blue J ออกอัลบั้มเพลงของตัวเองมากกว่า

โดยก่อนหน้าที่อัลบั้มเพลงชุดนี้จะออกมา Blue J ก็เคยเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของเจ้าหนุ่มมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ เวิร์ดทัวร์คอนเสิร์ต ที่เขาจัดขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แน่นอนว่า ประสบการณ์ด้านการแสดงสดที่สั่งสมมาโดยตลอดนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าตัว จนกลายมาเป็นอัลบั้มเพลงชุดแรกของตัวเองชุดนี้  

ในส่วนของงานเพลงนอกจากที่เขาทำให้กับพันเว่ยป๋อแล้ว Blue Jยังมีงานเพลงอีกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเพลงโฆษณาของเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้อหนึ่ง ที่เป็นเพลงโฆษณาในปี 2003 และ 2005 ซึ่งในครั้งนั้น มีสี่หนุ่ม F4 มาเป็นคนร้อง กับเพลงที่มีชื่อว่า Ask For More  นอกจากนี้การร่วมงานกับ F4 ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในส่วนของเพลงโฆษณาเท่านั้น ในรักใสๆ ภาคสอง (流星花園 )เพลงท้ายละคร ที่ถูกหยิบมาบรรจุอยู่ในอัลบั้มของสี่หนุ่มด้วย คือเพลง เยียนหว่อเตอะจี้เจี๋ย (煙火的季節) เทศกาลแห่งดอกไม้ไฟ ก็เป็นฝีมือของหนุ่ม Blue J นี่เอง และนอกจากนี้ เขาก็เคยร่วมงานกับศิลปินดังๆ หลายเขา ทั้ง แอนดี้เลา หรือหลิวเต๋อหัว ในอัลบั้มชุด เหม่ยลี่เตอะอิเทียน กับเพลงที่มีชื่อว่า I Miss U หรือแม้แต่หนุ่มแวเนสแห่งเอฟโฟร์เอง ตอนออกอัลบั้มเดี่ยวก็ มีผลงานของ Blue J อยู่ในอัลบั้มของเขาด้วย ก็คือ ซวิ๋นเจ่าจูลี่เย่ ค้นหาจูเลียต ซึ่งเป็น เพลงในอัลบั้มชุดแรกของแวเนส หรือแม้แต่หนุ่มจ่าย จ๋าย โจวอวี้หมิง ก็เคยร้องเพลงที่Blue Jแต่งให้หลายเพลงด้วยกัน ทั้ง Just For U ที่กลายมาเป็นเพลงโฆษณาของเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้อหนึ่ง ที่เขาเป็นพรีเซนเตอร์ด้วย และยังมีเพลงเย่ ที่อยู่ในอัลบั้มชุด จุ้ยโฮ่วเตอะเล่อหยวน ของเจ้าตัว

อย่างไรก็ดี กว่าที่ Blue J จะก้าวมาถึงจุดนี้นั้น ก็เป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลย เพราะว่าที่จะมีโอกาสได้มาออกอัลบั้ม เขาต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เพราะแต่งเพลงตั้ง 60 กว่าเพลง แต่ขายไม่ออก ต้องนอนหิวไส้กิ่วหิวอยู่ที่้บ้านมาเป็นเวลาปีกว่าๆ แต่เจ้าตัวก็ไม่ย่อท้อ พยายามจะเขียนเพลงอยู่เรื่อยๆ โดยชีวิตของเขาก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มจ๋ายหนาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคนที่ชอบเก็บตัวอยู่แต่ที่บ้าน นั่งหน้าคอมฯ ไม่ยอมออกไปไหน แม้แต่จะซื้ออะไรก็จะสั่งทางอินเตอร์เน็ตทั้งนั้น แต่ว่าชีวิตแบบนี้ ได้สร้างแรงบันดาลใจอีกแบบให้กับหนุ่ม Blue J เพราะตอนที่แต่งเพลง I Miss U นั้น เขาได้ไอเดียมาจากการที่เดี๋ยวนี้โลกอินเตอร์เน็ตไปได้ไกล ไปได้ทั่วทุกมุมโลก จนสามารถส่งให้คนสองคนที่รักกัน ที่ผูกพันกัน แม้จะอยู่ห่างไกลกันสักเพียงไหน ขอเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเคาะผ่านทางคีย์บอร์ด ก็จะสามารถสื่อสารส่งความคิดถึงให้กันและกันได้ ก่อนที่จะกลายมาเป็นเพลงฮิตอย่าง I Miss U ที่หลิวเต๋อหัว ร้องจนดังไปทั่วทั้งเอเชีย

โดย ธีระ หยาง

เฮียหลิวเต๋อหัวและเจ๊จูลี่เชี่ยนหลังจากที่ลุ้นกันอยู่นานสองนาน ในที่สุดเฮียหลิวเต๋อหัวขวัญใจมหาชนค้างฟ้าสองพันปีก็เปิดตัวเองว่าเป็นแฟนของหมวยมาเลเซียที่ชื่อว่า จูลี่เชี่ยน อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง

สำหรับจูลี่เชี่ยนคือสาวที่ว่ากันว่าคบหาเป็นแฟนกับเฮียหลิวมานานถึง 24 ปีแล้วและเคยเป็นข่าวกันมาโดยตลอด และหลังจากที่บิดาของสาวจู ถึงแก่กรรมไปตั้งแต่วันที่ 18 สค. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ต่างก็ลุ้นกันเอวขวิดเลยว่า จะมีโอกาสได้เห็นเงาของหลิวเต๋อหัวในพิธีศพของพ่อน้องจูหรือเปล่า แน่นอนว่างานนี้ทัพนักข่าวจากหลายประเทศต่างก็ได้พาตัวเองไปเฝ้าทั้งที่สนามบินของกรุงกัวลาลัมเปอร์และแถวๆ บ้านตระกูลจู ตั้งแต่มีข่าวการเสียชีวิตของคุณพ่อจู แต่ก็คว้าน้ำเหลวมาโดยตลอด

เหตุการณ์มาเข้มข้นขึ้นก็เมื่อวันจันทร์ (8/23) ที่เป็นวันเคลื่อนศพเพื่อไปทำพิธีฝัง ปรากฏว่าสมาชิกขบวนแห่พร้อมใจกันกางร่มพรึบไปหมดเลย คาดว่าก็เพื่อจะช่วยปกป้องหลิวเต๋อหัวจากสายตานักข่าวที่ไปรอทำข่าวกันอยู่เพียบ ซึ่งก็ดูเหมือนว่ายุทธการพันร่ม จะประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเพราะผู้สื่อข่าวไม่สามารถถ่ายภาพของเฮียหลิวได้เลย มีเพียงภาพถ่ายของหนูน้อย 2 คนที่สื่อมวลชนเดาว่าเป็นลูกของเฮียหลิวกับสาวจู และภาพแบบแว๊ปๆ ที่พอเห็นจมูกอันเป็นเอกลักษณ์บนใบหน้าของเฮียหลิวเรา แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเจ้าของจมูกเป็นหลิวเต๋อหัวจริงๆ จนสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน รวมไปจนถึงเมืองจีนต่างก็พาดหัวในเชิงต่อว่าหลิวเต๋อหัวว่า ไม่กล้าพบหน้าผู้คน

แต่เรื่องทั้งหมดก็มากระจ่างชัดก็ในวันที่ 24 สค. นี่เอง ซึ่งเป็นวันครบรอบวันที่ 7 หลังจากคุณพ่อจูเสียชีวิต ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วลูกหลานจะต้องไปเซ่นไหว้ที่สุสานกันอย่างพร้อมหน้า และในครั้งนี้ ทัพนักข่าวที่เกาะติดมานานสองนานก็สมหวังกันทั่วหน้า เมื่อหลิวเต๋อหัว ร่วมขบวนไปกับ จูลี่เชี่ยนและสมาชิกตระกูลจู เพื่อไปยังสุสานด้วยกันแบบเปิดเผยเต็มที่ เพราะไม่มีทีท่าจะปกปิดอะไร แถมยังจุดธูปเซ่นไหว้พ่อตาร่วมกับสาวจูลี่เชี่ยนให้เห็นกันจะๆ ด้วย จริงๆ คิดว่าสื่อมวลชนคงพอจะเดาได้อยู่แล้วว่างานนี้เฮียหลิวเปิดตัวแน่เพราะคืนก่อนหน้านั้นบนเวปไซด์ส่วนตัวของเฮียหลิว เจ้าตัวก็ได้มาโพสต์ข้อความทิ้งเอาไว้ บอกว่า การที่ผู้ใหญ่สามารถจากไปอย่างสงบถือเป็นสิ่งที่เขาหวังเอาไว้มากที่สุด จากนั้นก็มีข่าวลือแพร่สะพัดบอกว่าเฮียหลิวกะสาวจูน่าจะจัดงานแต่งงานให้เรียบร้อยภายใน 100 วันตามธรรมเนียมของคนจีนในมาเลย์ แต่ก็ยังไม่มีคำยืนยันอะไร

เรื่องของเฮียหลิวยังไม่จบแค่นี้ เพราะในวันที่ 25 สค. เจ้าตัวพร้อมด้วยแฟนสาวมาปรากฏตัวพร้อมกันที่สนามบินของกัวลาลัมเปอร์ แถมยังเดินจูงมือกันเข้ามาด้วย งานนี้เล่นเอานักข่าวเซอร์ไพร์สกันเป็นแถบๆ เพราะตอนแรกนึกว่าเฮียหลิวจะกลับฮ่องกงคนเดียวตามฟอร์ม แต่ครั้งนี้ไม่ อย่างไรก็ดีทั้งคู่ไม่ยอมให้สัมภาษณ์อะไรต่อสื่อมวลชนที่พากันยิงคำถามเรื่องแต่งงานใส่เป็นชุด จนขึ้นเครื่องไป แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ยอมเปิดปากพูดกับนักข่าวที่รอทำข่าวอยู่ที่สนามบินของฮ่องกง ซึ่งก็ได้เห็นภาพหลิวเต๋อหัวเดินจูงมือจูลี่เชี่ยนออกมาเหมือนกัน แต่พูดเพียงว่า เขายังไม่อยากอธิบายอะไรตอนนี้ ขอส่งเธอ (จูลี่เชี่ยน) กลับบ้านไปพักผ่อนก่อน อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกเจ้าตัวก็ได้ขึ้นไปโพสต์ข้อความทิ้งเอาไว้บนเวปไซด์ส่วนตัว บอกขอบคุณแฟนๆ เป็นอย่างมากที่สนับสนุนและให้กำลังใจมาตลอด แต่ก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องแต่งงานอะไร 

แต่ตามกฎหมายของมาเลเซียแล้ว หากทั้งคู่จะแต่งงานกันจริง ต้องไปลงทะเบียนขอแต่งงานก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนจะมีการนำภาพและชื่อของบ่าวสาว ประกาศสู่สาธารณชน และหากไม่มีผู้มาแสดงเจตจำนงคัดค้าน จึงจะสามารถแต่งงานกันได้ คราวนี้ก็ต้องมารอลุ้นกันต่อว่า ในช่วงนี้จะมีโอกาสได้เห็นภาพถ่ายของเฮียหลิว ปิดประกาศหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปเพราะสื่อมวลชนท้องถิ่น ไปคอยนั่งเฝ้าดูประกาศที่ว่าตั้งแต่เดือนเมษาที่ผ่านมาแล้ว เพราะช่วงนั้นมีข่าวลือว่าทั้งคู่จะแต่งงานกัน ดังนั้นถ้าแต่งจริง คงได้มีอะไรมาเม้าท์กันอีกแน่นอน

โดย ธีระ หยาง

your code here